แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 60
1
การจัดฟันเด็ก ช่วยปรับโครงหน้าเด็กได้หรือไม่

การจัดฟันในเด็กสามารถช่วยปรับโครงหน้าได้ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปัญหาการสบฟันหรือการเรียงตัวของฟันส่งผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรและโครงสร้างใบหน้าโดยรวม

ต่อไปนี้คือลักษณะของโครงหน้าที่การจัดฟันในเด็กสามารถช่วยปรับปรุงได้:

คางยื่นหรือคางสั้น:
การจัดฟันสามารถช่วยปรับตำแหน่งของขากรรไกรบนและล่างให้สัมพันธ์กันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้คางดูสมดุลขึ้น


ใบหน้าไม่สมมาตร:
ในบางกรณี การสบฟันที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ใบหน้าดูไม่สมมาตร การจัดฟันสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้


ปากอูม:
การจัดฟันสามารถช่วยแก้ไขปัญหาฟันยื่น ซึ่งอาจส่งผลให้ปากดูอูม

ปัญหาการสบฟัน:
การแก้ไขปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันยื่น หรือฟันล่างคร่อมฟันบน ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาและทำให้การรักษาในอนาคตง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การจัดฟันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระดูกใบหน้าทั้งหมด แต่เป็นการปรับตำแหน่งของฟันและขากรรไกรให้เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้รูปหน้าดูดีขึ้นได้

สิ่งสำคัญคือการปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อประเมินสภาพฟันและขากรรไกรของเด็ก และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทันตแพทย์จะสามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดหวังได้

ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ:

การจัดฟันในเด็กมีผลต่อการพัฒนาโครงสร้างใบหน้าและขากรรไกรของเด็กๆ ซึ่งในการเจริญเติบโตและการเรียงตัวของกรามที่เหมาะสมช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสมดุลของรูปหน้าและความสวยงามที่ดีที่สุด
 
การจัดฟันเด็กช่วยแก้ไขตำแหน่งของรูปหน้า ขากรรไกรบนและล่างให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ช่วยปรับพัฒนาการเจริญเติบโตตั้งแต่เด็กซึ่งไม่สามารถแก้ได้ในผู้ใหญ่ เช่น การสบฟัน การบดเคี้ยว การปรับโครงสร้างขากรรไกรอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แก้ไขปัญหาคางสั้น อ้าปากหายใจ นอนกรน ปากอูม ฟันซ้อนเกในเด็ก ด้วยการจัดฟันเทคนิคเฉพาะ และการปรับสมดุลให้กับกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม  

2
การจัดฟันเด็กเล็ก มีความเสี่ยงหรือไม่ ?

ต้องบอกเลยว่ามีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็กเล็ก และส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อในด้านลบ โดยผู้ใหญ่หลายๆท่านจะมองว่า เด็กเล็กจะจัดฟันไปทำไม เพราะเดี๋ยวฟันน้ำนมก็หลุด เชื่อมโยงไปถึงการมองข้ามคุณค่าประโยชน์และผลกระทบที่ตามมาของฟันน้ำนม ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ผิดเป็นอย่างมาก

จากการศึกษาวิจัยทางด้านทันตกรรมมาโดยตลอดต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฟันและเหงือกมีความสำคัญมากตั้งแต่แรกเกิด จึงควรที่จะทำการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากตั้งแต่แรกเกิดเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ความความเป็นจริงฟันน้ำนมจะโยกคลอนและหลุดไปตามธรรมชาติ แต่หากว่าดูแลรักษาไม่ดีตั้งแต่ช่วงฟันน้ำนม ก็จะส่งผลเสียถึงฟันแท้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งในวันนี้จึงขออนุญาตมาไขข้อสงสัย เกี่ยวกับการจัดฟันในเด็ก และความสำคัญของฟันน้ำนมที่หลายๆท่ายังเข้าใจผิดว่าไม่สำคัญ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


เด็กเล็กควรเริ่มจัดฟันตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?

ต้องขอบอกเพียงสั้นๆว่า ยิ่งจัดฟันเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี และมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น เนื่องจากว่านวัตกรรมทางด้านทันตกรรมถือว่าก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่บนโลกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และถือว่าเป็นคำถามหลักของผู้ปกครองว่า บุตรหลานต้องมีอายุเท่าไหร่ถึงควรทำการจัดฟันได้

ซึ่งทางด้านของสมาคมทันตแพทย์ประเทศออสเตรเลียได้กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้วว่า เด็กเล็กที่มีปัญหาเรื่องการสบฟันที่ผิดปกติ หรือขากรรไกรที่ไม่เป็นธรรมชาติ อย่างช้าควรเริ่มทำการจัดฟันที่อายุประมาณ 7 ขวบ เพราะถือได้ว่าเป็นช่วงวัยที่โครงสร้างต่างๆสามารถรักษาได้ง่าย เพราะยังไม่สิ้นสุดการเจริญเติบโต หากช้าไปกว่านี้อาจจะทำให้การจัดฟันจนเข้ารูปถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปอีก


“EF Line” เครื่องมือจัดฟันเด็กเล็กที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำ

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ๆถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ อุปกรณ์จัดฟันก็เช่นกัน เพราะเป็นหนึ่งในปัญหาที่มักพบเป็นอันดับต้นๆของผู้ที่ทำการรักษาโรคต่างๆเกี่ยวกับช่องปาก

ซึ่งนวัตกรรม EF Line นี้ถือว่าทำออกมาเพื่อตอบสนองการจัดฟันในเด็กเล็กๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งอุปกรณ์จัดฟัน EF Line นี้ถูกออกแบบมาให้แก้ปัญหาแบบครอบคลุมสำหรับเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบ จนกระทั่งถึง 15 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก

ซึ่งอุปกรณ์จัดฟัน EF Line นี้ไม่ได้เพียงแต่จัดฟันเด็กเล็กให้เข้ารูป แต่ยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น คางยุบ คางเบี้ยว รวมถึงพฤติกรรมที่จะทำให้โครงสร้างฟันมีปัญหา เช่น การกลืนอาหารผิดวิธี การวางลิ้นผิดตำแหน่ง และการดูดนิ้ว เป็นต้น

EF Line จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ลบความเชื่อผิดๆของผู้ใหญ่หลายๆท่านว่า ไม่ควรจัดฟันตอนเด็กได้อย่างสิ้นเชิง เพราะประสิทธิภาพของอุปกรณ์ชนิดนี้สูงจนทำให้หลายๆท่านเปลี่ยนความคิดและเห็นความสำคัญของฟันเด็กเล็กกันไปเลยทีเดียว


ระวังหากรอช้าไม่รีบจัดฟันในวัยเด็กเล็ก

– ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ฟันน้ำนมไม่ได้สำคัญ มีปัญหาก็ถอนทิ้ง ถือค่อยทำการรักษาตอนที่โตแล้วมีฟันแท้ขึ้นทั้งปาก ซึ่งนั่นคือความเข้าใจผิดและอาจจะสายเกินไปที่จะทำการรักษาแก้ไข เพราะฟันน้ำนมถือได้ว่ามีบทบาทมากๆต่อการเรียงตัวและรูปทรงของฟันแท้

– การจัดฟันตั้งแต่ที่ยังอายุน้อยๆ ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา และลดความรุนแรง ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่อายุมากขึ้น การจัดฟันควรเริ่มตั้งแต่ในวัยประถม หากรอให้ถึงวัยมัธยมอาจจะสายเกินไป และความรุนแรงของการผิดปกติก็อาจจะมีมากขึ้นไปด้วยตามลำดับ

– ในปัจจุบันจากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ดีขึ้น พบได้ว่าวัยรุ่น อายุประมาณ 18  ปีขึ้นไป จำนวนมากมีปัญหาเรื่องขนาดของขากรรไกร อาจเกี่ยวกับการรับประทาน หรือความเคยชินในพฤติกรรมวัยเด็กก็ตาม ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ทำการจัดฟัน เพราะอาจจะทำให้อาการผิดปกติยิ่งแย่ลงไปอีก แต่ทันตแพทย์จะให้ทำการรอดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหนึ่งเมื่อพร้อมถึงจะเริ่มการจัดฟัน ต่างกับเด็กเล็กๆที่ทันตแพทย์จะแนะนำให้รีบทำการจัดฟันในทันที

3
พารามิเตอร์สำคัญของ ฉนวนกันความร้อนอุตสาหกรรม

หากเราเข้าใจประเด็นสำคัญในการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนสำหรับงานอุตสาหกรรม จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินโครงการ เพราะทำให้สามารถลงทุนทำครั้งเดียวจบในงบประมาณที่จัดสรรไว้ ลองมาดูกันว่าพารามิเตอร์สำคัญของฉนวนกันความร้อนอุตสาหกรรมมีอะไรบ้าง

1. ความหนาที่เหมาะสม (Effective Thickness)

ความหนาฉนวนที่เหมาะสมไม่ใช่ความหนาที่ผู้จำหน่ายมีหรือต้องการขายฉนวนให้กับเรา แต่ความหนาที่เหมาะสมคือความหนาของฉนวนที่เลือกใช้แล้วแก้ปัญหาให้เราได้ในงบประมาณที่เรามี โดยในส่วนนี้เราสามารถแจ้งให้ทางผู้เชี่ยวชาญด้านฉนวนคำนวณความหนาที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของเราได้ โดยในการคำนวนจะใช้ค่า thermal conductivity ของฉนวน ร่วมกับอุณหภูมิผิวของอุปกรณ์ที่ต้องหุ้มฉนวน และอุณหภูมิห้องหรือ ambient temperature ก็จะช่วยให้เลือกความหนาฉนวนที่เหมาะสมได้

2. ประสิทธิภาพทางความร้อน (Thermal Efficiency)

ฉนวนกันความร้อนที่ดีต้องมีคุณสมบัติในการลดการแผ่รังสีความร้อนหรือการถ่ายเทความร้อนได้มาก โดยที่ไม่ต้องใช้ความหนาฉนวนมากเกินไป ซึ่งประสิทธิภาพทางความร้อนนี้สามารถอธิบายหรือบอกให้เข้าใจได้ในรูปร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ จากสมการต่อไปนี้

 Thermal Efficiency    =             Qwithout insulation – Qwith insulation           x 100

                                                                     Qwithout insulation       

           3. อายุการใช้งานของฉนวนกันความร้อน (Service Life)

ราคาของฉนวนกันความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในการเลือกใช้ฉนวน แต่ส่วนใหญ่มักมองที่ราคาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มองถึงความคุ้มค่าหรืออายุการใช้งานของฉนวนที่เลือกมา เช่น เลือกฉนวนราคา 100,000 บาท แต่ต้องเปลี่ยนทุก 3 ปี เทียบกับฉนวนราคา 200,000 บาท แต่อายุการใช้งาน 10 ปี จะเห็นได้ว่าหากเราเอาอายุการใช้งานมาคิดร่วมกับต้นทุนฉนวนด้วย ก็จะตัดสินใจได้ว่าฉนวนแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน จุดที่ทำให้ฉนวนมีอายุการใช้งานยาวนานหรือทนทานได้แก่ ความหนาแน่น ความทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ความสามารถในการกันน้ำหรือของเหลว เป็นต้น

4
ความคุ้มค่าของการใช้ฉนวนใยแก้ว ฉนวนกันความร้อน ในการป้องกันความร้อน และความเย็น

5 เหตุผลที่ควรติดตั้งฉนวนใยแก้ว ฉนวนความร้อนป้องกันความร้อน และความเย็น ที่คุ้มค่า น่าลงทุน

ไม่เพียงแค่บ้านเรือนที่เราอยู่อาศัย แต่สถานที่สาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล สถานศึกษา หรือโรงงานอุตสาหกรรม ก็นิยมติดตั้งฉนวนกันความร้อนในการลดความร้อนกันทั้งนั้น ซึ่งฉนวนกันความร้อนที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “ฉนวนใยแก้ว” เพราะช่วยลดอุณหภูมิให้เย็นสบายและยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย สำหรับคนที่สงสัยว่าการติดตั้งฉนวนใยแก้วคุ้มค่าน่าลงทุนหรือไม่ ทำไมที่ไหนก็เลือกใช้ มาหาคำตอบในบทความนี้กันได้เลย

ทำความรู้จักกับฉนวนใยแก้ว

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับฉนวนใยแก้วกันก่อนดีกว่า ฉนวนใยแก้ว Fiberglass Microfiber เป็นฉนวนกันความชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความร้อนไม่ให้ทะลุผ่านได้โดยง่าย รักษาความเย็น อีกทั้งยังช่วยดูดซับเสียงรบกวนจากภายนอก ฉนวนใยแก้วผลิตมาจากแก้วที่ผ่านการหลอมละลายแล้วนำมาปั่นให้กลายเป็นเส้นใยแก้วจากนั้นจึงนำมาขึ้นรูปตามต้องการ เช่น แบบม้วน แบบท่อ และแบบแผ่น การใช้งานฉนวนใยแก้วคือนำไปติดตั้งในบริเวณต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาอุณหภูมิ


5 เหตุผล ฉนวนใยแก้วคุ้มค่าอย่างไร? ทำไมต้องเลือกใช้?

   
ฉนวนใยแก้วป้องกันอุณหภูมิให้บ้านเย็นสบาย

    ฉนวนใยแก้วมีหน้าที่ป้องกันความร้อนจากแดดที่ส่องลงมาบริเวณหลังคา ความร้อนจากภายนอกที่แพร่กระจายเข้ามาในตัวอาคารก็จะลดลง ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเนื้อของฉนวนใยแก้วประกอบไปด้วยโพรงอากาศจำนวนมากข้างในโครงสร้าง โดยโพรงอากาศเหล่านี้มีหน้าที่ชะลอความร้อนให้เคลื่อนที่ได้ยากและช้าลง ไม่ให้ความร้อนจากโถงหลังคาผ่านเข้ามาถึงตัวบ้านได้โดยง่าย นอกจากนี้อลูมิเนียมฟอยล์ที่ใช้ห่อหุ้มฉนวนใยแก้วยังช่วยสะท้อนความร้อนให้ออกไป ทำให้เวลาติดตั้งฉนวนใยแก้วบริเวณฝ้าเพดาน ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านก็จะรู้สึกเย็นสบายมากขึ้นนั่นเอง

   
ฉนวนใยแก้วป้องกันเสียงรบกวน

    นอกจากประโยชน์ในการป้องกันความร้อน อีกหน้าที่หนึ่งที่ฉนวนใยแก้วช่วยได้คือการเป็นฉนวนกันเสียง ฉนวนใยแก้วสามารถป้องกันเสียงรบกวนต่าง ๆ จากภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนคนในบ้านอย่างเสียงฝนตกกระทบหลังคา รวมถึงกันเสียงที่เกิดภายในอาคารไม่ให้ไปรบกวนกับคนที่อยู่ภายนอก ช่วยลดเสียงสะท้อนภายในห้องได้เป็นอย่างดี สำหรับปัญหาเสียงดังรบกวนจากระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ที่มักเกิดขึ้นในสำนักงานต่าง ๆ ฉนวนใยแก้วก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยการติดตั้งฉนวนใยแก้วในท่อปรับอากาศ เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างบรรยากาศความเงียบสงบ และประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้อาศัยได้

   
ฉนวนใยแก้วปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้งาน

    เพราะฉนวนใยแก้วเป็นเส้นใยอัดรวมกัน บางคนจึงอาจกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อสัมผัสหรือสูดดม แต่ความจริงแล้วลักษณะโครงสร้างของฉนวนใยแก้วเป็นท่อนทรงกระบอก และมีขนาดประมาณ 7 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่เกินกว่าจะเข้าไปในถุงลมปอดของมนุษย์ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ฉนวนใยแก้วที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดก็ผ่านการรับรองจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือว่ามีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน โดยสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency For Research on Cancer; IARC) ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ใยแก้วอยู่ในกลุ่มวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็งด้วยอย่างไรก็ตาม ฉนวนใยแก้วมีโอกาสทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคืองได้บ้างกับผู้ที่มีอาการแพ้วัสดุจำพวกเส้นใย ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการสัมผัสกับใยแก้วโดยตรง ควรแต่งกายให้มิดชิด และใส่ผ้าปิดจมูกเมื่อต้องติดตั้งฉนวน แต่ปัจจุบันฉนวนใยแก้วมักจะถูกหุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ การระคายเคืองจึงเกิดขึ้นได้น้อยมาก จะเห็นได้ว่าฉนวนใยแก้วเป็นมิตรต่อสุขภาพจึงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมทั้งในยุโรป อเมริกา และอีกหลายประเทศทั่วโลก

   
ฉนวนใยแก้ว ประหยัดคุ้มค่า

    อย่างที่บอกว่าฉนวนใยแก้วมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำจึงสามารถลดปริมาณความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อติดตั้งฉนวนใยแก้วแล้วจะทำให้อุณหภูมิภายในบ้านลดลง ดังนั้นเครื่องปรับอากาศก็จะทำงานน้อยลงด้วย ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบปรับอากาศ บ้านที่ติดตั้งฉนวนใยแก้วจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้มากกว่าเมื่อเทียบกับบ้านที่ไม่ได้ติดตั้งฉนวนกันความร้อน ที่สำคัญฉนวนใยแก้วที่ได้มาตรฐานจะมีความแข็งแรง เนื้อของฉนวนมีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงกดและการฉีกขาด เป็นวัสดุที่ไม่เสื่อมสภาพ จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานหลายปีโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนบ่อย ๆ

   
ฉนวนใยแก้วติดตั้งสะดวกง่าย

    ฉนวนใยแก้วมีน้ำหนักที่เบา ทนทาน และสามารถคืนตัวได้ดีเมื่อได้รับแรงกด เวลาติดตั้งช่างจะสามารถยกไปติดตั้งบนฝ้า หรือบริเวณใต้แผ่นหลังคาได้อย่างสะดวกง่ายดาย เหมาะกับหลังคาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบ้านสร้างใหม่ หรือบ้านที่มีคนอยู่อาศัย นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ได้กับส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน อย่างการนำไปเป็นฉนวนหุ้มท่อน้ำร้อนน้ำเย็น ใช้ในงานระบบปรับอากาศ หรือใช้ในห้องเครื่องจักรอุณหภูมิสูงภายในโรงงาน จะเห็นได้ว่าฉนวนใยแก้วสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายเลยทีเดียว

5
หมอประจำบ้าน: ไอทีพี/เกล็ดเลือดต่ำจากภูมิต้านตัวเอง (Immune thrombocytopenia /ITP)

ไอทีพี/เกล็ดเลือดต่ำจากภูมิต้านตัวเอง หมายถึง ภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่เป็นผลมาจากร่างกายมีปฏิกิริยาภูมิต้านเกล็ดเลือดของตัวเอง ทำให้มีเลือดออกง่าย มีอาการสำคัญคือเกิดจุดแดง จ้ำเขียว ตามผิวหนัง

โรคนี้เดิมมีชื่อว่า "Idiopathic thrombocytopenic purpura/ITP" ปัจจุบันเรียกว่า "Immune thrombocytopenia/ITP" ("Immune thrombocytopenic purpura", "Autoimmune thrombocytopenic purpura", "Autoimmune thrombocytopenia" ก็เรียก)

โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กพบบ่อยในช่วงอายุ 2-6 ปี ซึ่งมักเกิดตามหลังการติดเชื้อไวรัส และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

ส่วนในผู้ใหญ่อาจเกิดหลังติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดและอาจมีอาการนานเกิน 6 เดือน ซึ่งเรียกว่า "ไอทีพีชนิดเรื้อรัง"

สาเหตุ

ผู้ป่วยจะมีการสร้างเกล็ดเลือดที่ไขกระดูกได้ตามปกติ แต่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำเนื่องเพราะร่างกายมีปฎิกิริยาภูมิต้านตัวเองหรือออโตอิมมูน (autoimmune) กล่าวคือ ร่างกายมีการสร้างสารภูมิต้านทานต่อเกล็ดเลือด (platelet antibody) ขึ้นมาทำลายเกล็ดเลือดของตัวเอง ทำให้จำนวนเกล็ดเลือด (ซึ่งทำหน้าที่จับเป็นลิ่มเพื่อการห้ามเลือด) ลดน้อยลง ทำให้มีเลือดออกง่ายและหยุดยาก

ส่วนสาเหตุของการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวยังไม่ทราบชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือ การใช้ยาบางชนิด (เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาต้านไวรัส)

พบว่าในเด็ก มักเกิดอาการหลังติดเชื้อไวรัส (เช่น อีสุกอีใส คางทูม ไข้หวัดใหญ่) ส่วนในผู้ใหญ่ อาจถูกกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบด้วยการติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น เอชไอวี ตับอักเสบจากไวรัสซี การติดเชื้อเอชไพโลไรซึ่งทำให้เกิดแผลกระเพาะอาหาร/แผลลำไส้เล็กส่วนต้น)

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคออโตอิมมูน เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี มีโอกาสพบโรคนี้มากกว่าคนปกติทั่วไป

อาการ

ผู้ป่วยจะมีเลือดออกง่ายที่ใต้ผิวหนัง ซึ่งมักเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ (เช่น การชนหรือกระแทก) เห็นเป็นรอยฟกช้ำดำเขียวขนาดใหญ่ หรือก้อนเลือดขังที่ใต้ผิวหนัง

อาจอยู่ ๆ เกิดจุดแดงหรือจ้ำเขียว (รอยเลือดออกขนาดเล็ก) ขึ้นตามตัว ซึ่งมักพบบ่อยที่หน้าแข้งและเท้า

บางรายอาจมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ  เช่น มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด ประจำเดือนออกมากอย่างผิดปกติ เป็นต้น

ถ้ามีบาดแผลเลือดออกที่เกิดจากการบาดเจ็บ การผ่าตัด หรือ ถอนฟัน มักมีเลือดออกมากและหยุดยาก

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่มีอาการซีด ยกเว้นถ้ามีเลือดออกมากและนาน

ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ ตับม้ามและต่อมน้ำเหลืองไม่โต

ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีเลือดออกมากหรือเรื้อรัง อาจเกิดอาการซีด อ่อนเพลีย

สำหรับผู้หญิง ขณะคลอดบุตรอาจมีการตกเลือดหลังคลอดอย่างรุนแรงได้ (แพทย์จะให้ยารักษาขณะฝากครรภ์ เพื่อป้องกันการตกเลือดหลังคลอด)

ที่พบได้น้อย แต่มีอันตรายร้ายแรง คือ มีเลือดออกในสมอง (มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก คอแข็งหรือก้มคอไม่ลง ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชัก) ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย

สิ่งตรวจพบที่สำคัญ ได้แก่ พบจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว รอยฟกช้ำดำเขียวหรือก้อนเลือดขังที่ใต้ผิวหนัง

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือด ซึ่งจะพบว่ามีจำนวนเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ

ในรายที่สงสัยว่าอาจมีการติดเชื้อเอชไอวี ตับอักเสบจากไวรัสซี หรือการติดเชื้อเอชไพโลไร แพทย์ก็จะทำการหาเชื้อพวกนี้

กรณีที่มีความจำเป็นต้องตรวจเพื่อแยกจากสาเหตุอื่น แพทย์อาจทำการตรวจไขกระดูก (ซึ่งจะพบว่าปกติสำหรับโรคนี้)

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

ในรายที่มีอาการเล็กน้อย แพทย์จะทำการติดตามสังเกตดูอาการและตรวจเลือดดูปริมาณเกล็ดเลือด โดยไม่ต้องให้ยารักษา ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก

ในรายที่มีเลือดออกมาก จะให้เลือดหรือเกล็ดเลือด       

ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง ซึ่งมักพบในผู้ใหญ่ แพทย์จะรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ (เช่น เพร็ดนิโซโลน) แล้วตรวจเลือดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ถ้าไม่ได้ผล อาจเพิ่มขนาดของยาให้ได้ผล ถ้าได้ผลจะค่อย ๆ ลดขนาดของยาลง จนกระทั่งหยุดยา เมื่อลดยาหรือหยุดยาแล้วกลับมีอาการใหม่ ก็เริ่มให้ยานี้ใหม่อีก ผู้ป่วยส่วนมากจะหายได้ภายใน 2-3 เดือน แต่บางรายอาจเป็นนานเกิน 6 เดือนขึ้นไป

ผู้ป่วยบางรายที่รักษาไม่ได้ผล อาจต้องพิจารณาให้อิมมูโนโกลบูลินฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (intravenous immunoglobulin/IVIG) หรือการตัดม้าม เพื่อลดการทำลายเกล็ดเลือด

หากรักษาด้วยวิธีดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผล อาจต้องรักษาด้วยการให้ยากระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือด (เช่น romiplostim, eltrombopag) หรือ ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น วินคริสทีน (vincristine), ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide), อะซาไทโอพรีน (azathioprine), ไรทูซิแมบ (rituximab) เป็นต้น

ผลการรักษา ในเด็กมักมีอาการไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ บางรายอาจเป็น 2-3 เดือน (นานสุดไม่เกิน 6 เดือน) และไม่มีการกำเริบใหม่ ส่วนน้อยที่อาจต้องให้การรักษาแบบเดียวกับที่ใช้ในผู้ใหญ่

ส่วนในผู้ใหญ่ มักจะหายช้ากว่าเด็ก อาจมีอาการนานเป็นเดือนเป็นปี

ถ้ามีอาการนานเกิน 6 เดือน (เป็น "ไอทีพีชนิดเรื้อรัง") อาจจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยยา/วิธีการที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น (เช่น การผ่าตัดม้าม) ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมามากขึ้นได้ (เช่น หลังผ่าตัดม้าม มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อง่ายขึ้น) วิธีรักษาเหล่านี้อาจช่วยให้หายขาดได้ แต่บางรายก็อาจเรื้อรังเป็นปี ๆ

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีจุดแดง จ้ำเขียวตามร่างกาย หรือมีรอยฟกช้ำ หรือก้อนเลือดขังที่ใต้ผิวหนัง หรือมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ เช่น มีเลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนออกมาก ถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นไอทีพี ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ มีเลือดออก
    หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาแก้ปวด (เช่น แอสไพริน) และยาแก้ข้ออักเสบ (เช่น ไอบูโพรเฟน) กินเอง เพราะอาจเสริมให้เลือดออกมากขึ้น

ควรกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึมมาก หรือ ชัก หรือสงสัยมีเลือดออกในสมอง
    มีเลือดออก ทำการห้ามเลือดเบื้องต้นแล้วเลือดไม่หยุดไหล
    มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก หรือ ซีด
    มีประจำเดือนออกมากอย่างผิดปกติ ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด
    ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับบาดเจ็บ
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีไข้สูง ลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผลดี แต่ก็อาจลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสำหรับภาวะที่มีความสัมพันธ์กับโรคไอทีพี อาทิ

    ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสสำหรับเด็ก เช่น วัคซีนป้องกันโรคคางทูม หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส
    หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จัด เนื่องจากแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ชะลอการสร้างเกล็ดเลือด
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี (เช่น ยาฆ่าแมลง สารหนู เบนซีน) ซึ่งฤทธิ์ชะลอการสร้างเกล็ดเลือด
    หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน และไอบูโพรเฟน ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด (ทำให้เลือดออกง่าย)

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ส่วนมากไม่มีอันตรายร้ายแรง และมีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะอย่างในเด็กมักจะหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา

ส่วนในผู้ใหญ่ มักหายช้ากว่าเด็ก บางรายอาจเป็นเรื้อรัง นานกว่า 6 เดือน อาจนานเป็นปีๆหรือนับสิบ ๆ ปี ซึ่งสามารถรักษาให้หายหรือมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพเท่าคนปกติทั่วไปได้

2. ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมากแต่มีอันตรายถึงอาจทำให้เสียชีวิตได้ ก็คือ ภาวะเลือดออกในสมอง ผู้ที่เป็นโรคนี้ควรเฝ้าสังเกตอาการของตัวเองให้ดี หากมีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้สามารถได้รับการตรวจรักษาภาวะร้ายแรงแต่เนิ่น ๆ และปลอดภัย

6
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: โรคเกาต์ (Gout)

โรคเกาต์ เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้ประมาณ 2-4 คนใน 1,000 คน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงพบได้น้อย ถ้าพบมักจะเป็นหลังวัยหมดประจำเดือน

สาเหตุ

ส่วนมากมีสาเหตุจากร่างกายสร้างกรดยูริก* มากเกินไป เนื่องจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ จึงมักพบมีพ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

ส่วนน้อยอาจมีสาเหตุจากร่างกายมีการสลายตัวของเซลล์มากเกินไป (เช่น โรคธาลัสซีเมีย มะเร็งเม็ดเลือดขาว การใช้ยารักษามะเร็งหรือฉายรังสี เป็นต้น) อาจเกิดจากไตขับกรดยูริกได้น้อยลง (เช่น ภาวะไตวาย ตะกั่วเป็นพิษ)

ความอ้วน/ภาวะน้ำหนักเกิน การดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะเบียร์) การกินอาหารที่ให้กรดยูริกสูง การได้รับบาดเจ็บที่ข้อกระดูก การใช้ยา เช่น ไทอาไซด์ แอสไพริน ไซโคลสปอริน (cyclosporin) เลโวโดพา (levodopa) ยาลดความดันกลุ่มต้านเอซ (ACE inhibitors เช่น อีนาลาพริล) และกลุ่มเออาร์บี (ARB เช่น วาลซาร์แทน) อาจกระตุ้นให้อาการกำเริบได้

นอกจากนี้ โรคนี้อาจพบร่วมกับโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ กลุ่มอาการเมตาบอลิก ไตวาย เป็นต้น

*กรดยูริก เป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นผลมาจากการเผาผลาญสารเพียวรีน (purine ซึ่งมีมากในเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก เนื้อแดง อาหารทะเล ยีสต์ พืชผักหน่ออ่อนหรือยอดอ่อน) และการสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่พบได้เป็นปกติในเลือดของคนเรา และจะถูกขับออกทางไต แต่ถ้าหากว่าร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกได้น้อยลง ก็จะทำให้มีกรดยูริกคั่งอยู่ในร่างกายมากผิดปกติ ซึ่งจะตกผนึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไตและอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ

อาการ

มีอาการปวดข้อรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันทันที ถ้าเป็นการปวดครั้งแรกมักจะเป็นเพียงข้อเดียว ข้อที่พบมาก ได้แก่ นิ้วหัวแม่เท้า (ส่วนข้อเท้า ข้อเข่า ก็อาจพบในผู้ป่วยบางราย) ข้อจะบวมและเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังในบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง และจะพบลักษณะจำเพาะ คือ ขณะที่อาการเริ่มทุเลา ผิวหนังในบริเวณที่ปวดนั้นจะลอกและคัน

ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการปวดตอนกลางคืน และมักจะเป็นหลังดื่มแอลกอฮอล์ (ทำให้ไตขับกรดยูริกได้น้อยลง) หรือหลังกินเลี้ยง หรือกินอาหารมากผิดปกติ หรือเดินสะดุด บางครั้งอาจมีอาการขณะมีภาวะเครียดทางจิตใจ เป็นโรคติดเชื้อ หรือได้รับการผ่าตัดด้วยสาเหตุอื่น

บางครั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ในการปวดข้อครั้งแรก มักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วัน แม้จะไม่ได้รับการรักษาก็จะค่อย ๆ หายไปได้เอง

ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ในระยะแรก ๆ อาจกำเริบทุก 1-2 ปี โดยเป็นที่ข้อเดิม แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ทุก 4-6 เดือน แล้วเป็นทุก 2-3 เดือน จนกระทั่งทุกเดือน หรือเดือนละหลายครั้ง และระยะการปวดจะนานวันขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกลายเป็น 7-14 วัน จนกระทั่งหลายสัปดาห์หรือปวดตลอดเวลา ส่วนข้อที่ปวดก็จะเพิ่มจากข้อเดียวเป็น 2-3 ข้อ (เช่น ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อเท้า นิ้วมือ นิ้วเท้า) จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อ

ในระยะหลัง เมื่อข้ออักเสบหลายข้อ ผู้ป่วยมักสังเกตว่ามีปุ่มก้อนขึ้นที่บริเวณที่เคยอักเสบบ่อย ๆ เช่น ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อเข่า รวมทั้งที่หู เรียกว่า ตุ่มโทฟัส (tophus/tophi) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของสารยูริก ปุ่มก้อนนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งแตกออกมีสารขาว ๆ คล้ายชอล์กหรือยาสีฟันไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า ในที่สุดข้อต่าง ๆ จะค่อย ๆ พิการและใช้งานไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะข้อพิการ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ (พบได้ประมาณร้อยละ 25) ซึ่งอาจทำให้มีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะแทรกซ้อนตามมาได้

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์มักมีโอกาสเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งมากกว่าคนปกติ (สันนิษฐานว่าอาจมีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ของโรคเหล่านี้ร่วมกับโรคเกาต์) และถ้าหากไม่ได้ควบคุมโรคเหล่านี้ ในที่สุดก็อาจกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคในหลอดเลือดสมองตีบและไตวายได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งจะตรวจพบข้อที่ปวดมีลักษณะบวมแดงร้อน อาจมีไข้ร่วมด้วย บางรายอาจมีตุ่มโทฟัส

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้ชัดเจนโดยการเจาะเลือดหาระดับของกรดยูริกในเลือด (ค่าปกติเท่ากับ 3-7 มก./ดล.) ถ้าผลการตรวจไม่ชัดเจน อาจต้องทำการเจาะดูดน้ำจากข้อที่อักเสบไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถ้าเป็นเกาต์จะพบผลึกของยูเรต นอกจากนี้อาจต้องตรวจพิเศษอื่น ๆ ถ้าจำเป็น

การรักษาโดยแพทย์

ในรายที่มีอาการข้ออักเสบ แพทย์จะให้ยาลดข้ออักเสบ เช่น ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือคอลชิซีน ถ้าไม่ได้ผลอาจให้สเตียรอยด์

ในรายที่เป็นเกาต์เรื้อรัง แพทย์จะให้คอลชิซีนกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันมิให้ข้ออักเสบกำเริบ

ที่สำคัญ ผู้ป่วยจำเป็นต้องกินยาลดกรดยูริก* เป็นประจำ เพื่อควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งมักจะให้เมื่ออาการข้ออักเสบทุเลาแล้ว ยาลดกรดยูริกมีให้เลือกใช้อยู่ 2 ชนิด ได้แก่

    ยาลดการสร้างกรดยูริก เช่น ยาเม็ดอัลโลพูรินอล (allopurinol) ซึ่งแพทย์นิยมใช้ยาชนิดนี้เป็นอันดับแรก ยานี้อาจทำให้เกิดการแพ้รุนแรงได้ (ถ้ากินแล้วมีอาการผื่นคัน หรือพุพองตามตัว ควรหยุดยาทันที) และอาจทำให้ตับอักเสบได้
    ยาขับกรดยูริก เช่น ยาเม็ดโพรเบเนซิด (probenecid) ซึ่งแพทย์จะใช้เมื่อใช้อัลโลพูรินอลไม่ได้ ผู้ป่วยที่กินยานี้ ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 3 ลิตร เพื่อป้องกันมิให้เกิดนิ่วไต เนื่องจากการตกตะกอนของกรดยูริก ยานี้ห้ามใช้ในผู้ที่มีนิ่วไตหรือภาวะไตวาย

แพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาลดกรดยูริกเป็นประจำทุกวันไปจนตลอดชีวิต จะช่วยให้สารยูริกที่สะสมตามข้อและอวัยวะต่าง ๆ ละลายหายไปได้ รวมทั้งตุ่มโทฟัสจะยุบหายไปในที่สุด ผู้ป่วยที่ใช้ยาลดกรดยูริกก็ไม่จำเป็นต้องงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์อย่างเคร่งครัด สามารถกินอาหารได้ทุกชนิดในปริมาณที่พอเหมาะกับขนาดของยาที่ใช้

ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปรับการตรวจหาระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ ๆ แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพื่อติดตามดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่

ผลการรักษา ถ้าได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์และรู้จักดูแลตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะสามารถควบคุมโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาวได้ แต่ถ้าปล่อยปละละเลยหรือไม่ปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ ก็มักมีภาวะแทรกซ้อนตามมาในที่สุด มีความยุ่งยากในการดูแลรักษา สูญเสียคุณภาพชีวิต และอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ข้อควรปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย

    ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร เพื่อป้องกันนิ่วไต
    ถ้าอ้วน ควรลดน้ำหนักลงทีละน้อย อย่าลดฮวบฮาบ อาจทำให้มีการสลายตัวของเซลล์รวดเร็ว และมีการสร้างกรดยูริก ทำให้ข้ออักเสบกำเริบได้
    ควรงดแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบียร์
    ควรระวังอย่าให้ข้อกระดูกได้รับบาดเจ็บ
    หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น แอสไพริน ไทอาไซด์
    หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้กรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่ปลา ปลาซาร์ดีน ปลาแฮริง หอย กะปิ น้ำสกัดเนื้อ น้ำต้มกระดูก อาหารที่ใส่ยีสต์ (ขนมปัง เบียร์) ชะอม กระถิน ยอดแค ดอกสะเดา สาหร่าย ยอดผัก เป็นต้น

ส่วนอาหารที่ให้กรดยูริกปานกลาง ซึ่งผู้ป่วยควรกินได้ พอประมาณอย่าซ้ำบ่อย เช่น เป็ด ไก่ ปลา เนื้อสัตว์ ถั่ว เห็ด ปลาหมึก ปู หน่อไม้ ดอกกะหล่ำ ผักขม ผักปวยเล้ง สะตอ

อาหารที่ให้ยูริกต่ำซึ่งผู้ป่วยกินได้ไม่จำกัด เช่น ธัญพืช ผลไม้ทุกชนิด ผัก (ที่ไม่ใช่ยอดอ่อน) หัวกะหล่ำ ไข่ เต้าหู้ นมพร่องไขมัน โยเกิร์ต เนย ข้าว แป้ง ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ช็อกโกแลต ชา กาแฟ

ผู้ป่วยควรสังเกตว่า อาหารประเภทใดกินแล้วสามารถควบคุมกรดยูริกในเลือดได้ดี ก็ให้เลือกกินอาหารประเภทเหล่านั้น อาหารประเภทใดทำให้โรคกำเริบก็ควรหลีกเลี่ยง

*ควรรอให้ข้อหายอักเสบก่อน จึงเริ่มให้ยาลดกรดยูริก (หรือปรับเพิ่มขนาดในรายที่เคยได้รับยานี้อยู่ก่อนแล้ว) เนื่องเพราะการลดหรือเพิ่มกรดยูริกในเลือดทันทีจะกระตุ้นให้ข้ออักเสบมากขึ้นหรือนานขึ้นได้

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบบวมแดงร้อน ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคเกาต์ ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา ตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ (ดู "ข้อควรปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย")

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    กินยาแล้วไม่ทุเลา หรือมีไข้ หรือข้ออักเสบกำเริบ
    ขาดยาหรือยาหาย
    กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ (เช่น มีประวัติโรคเกาต์ในครอบครัว) หรือเคยมีอาการของโรคนี้กำเริบมาก่อน ควรป้องกันไม่ให้โรคกำเริบโดยการปฏิบัติตัวตาม "ข้อควรปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วย (โรคเกาต์)"

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้แม้จะเป็นเรื้อรัง แต่หากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ก็มักจะป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและสามารถมีชีวิตปกติสุขได้ ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรับการรักษาอย่าได้ขาด ดังนั้น จึงควรกินยาตามแพทย์สั่งไปตลอดชีวิต และหมั่นตรวจเลือดเป็นระยะ ๆ

2. เนื่องจากยาอัลโลพูลินอลมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการแพ้รุนแรง คือ กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสันได้ ถ้าจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยกินยานี้เป็นประจำ แพทย์อาจทำการตรวจเลือดดูว่าผู้ป่วยมีพันธุกรรม (ยีนที่มีชื่อว่า HLA-B*5801) ที่จะทำให้เกิดการแพ้ยานี้หรือไม่ ถ้ามีก็จะหลีกเลี่ยงไม่ใช้ยานี้

3. ในรายที่มีเพียงกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการปวดข้อหรืออาการอื่น ๆ ก็ไม่ต้องให้ยารักษา ยกเว้นถ้ามีระดับของกรดยูริกสูงเกิน 12 มก./ดล. ก็ควรกินยาลดกรดยูริกเป็นประจำ

4. ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคเกาต์ ควรตรวจระดับกรดยูริกในเลือดเป็นระยะ

5. อาการข้ออักเสบเฉียบพลันแบบโรคเกาต์ ตรวจพบระดับยูริกในเลือดปกติ ควรเจาะดูดน้ำจากข้อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถ้าพบผลึกของยูเรตก็วินิจฉัยว่าเป็นเกาต์ แต่ถ้าพบว่าเป็นผลึกของแคลเซียมไพโรฟอสเฟต (calcium pyrophosphate) ก็เป็นภาวะเรียกว่า เกาต์เทียม (pseudogout)*

* เกาต์เทียม (pseudogout/calcium pyrophosphate dihydrate crystal deposition disease) เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่เกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียมไพโรฟอสเฟตตามข้อใหญ่ ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนน้อยอาจพบร่วมกับภาวะอื่น ๆ เช่น ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (hyperparathyroidism) ภาวะมีเหล็กสะสมตามเนื้อเยื่อ (hemochromatosis) ภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำ (hypomagnesemia) เบาหวาน เป็นต้น มักมีอาการไข้ ปวดข้อ ข้ออักเสบเฉียบพลันกำเริบเป็นครั้งคราวคล้ายโรคเกาต์ บางรายอาจมีอาการปวดข้อและข้อแข็งเรื้อรังคล้ายโรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคนี้ส่วนใหญ่จะทุเลาได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่บางรายอาจเกิดการทำลายข้อจนข้อพิการได้

การรักษา ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ขณะที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน และอาจให้คอลชิซีน วันละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ บางครั้งอาจต้องทำการดูดระบายน้ำจากข้อ และฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเพื่อลดการอักเสบ หรือทำกายภาพบำบัด ถ้าพบภาวะอื่นร่วมด้วยก็ให้การรักษาควบคู่กันไป

7
วัดสมบูรณ์ธรรมกายารามเชิญชวนใส่ชุดขาวหญิง เข้าร่วมกิจกรรมของวัดปฏิบัติธรรมทำสมาธิ ฝึกฝนสติ ปัญญา

วัดสมบูรณ์ธรรมกายารามตั้งอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงบของจังหวัดพิจิตรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเงียบสงบสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมและดื่มด่ำกับคำสอนของพระพุทธศาสนา วัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยความงามของธรรมชาติเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดสมบูรณ์ธรรมกายารามเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำสมาธิและการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง

วัดสมบูรณ์ธรรมกายารามมีบรรยากาศที่เงียบสงบและเหมาะแก่การทำสมาธิ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตัดขาดจากสิ่งรบกวนในชีวิตประจำวัน บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างดี มีต้นไม้เขียวขจี แหล่งน้ำที่เงียบสงบ และสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมที่ส่งเสริมความรู้สึกสงบและมีสติ

ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมเซสชั่นการทำสมาธิ โดยมีพระสงฆ์ผู้มีประสบการณ์เป็นผู้นำทางซึ่งสอนหลักการทำสมาธิวิปัสสนา เซสชั่นเหล่านี้สนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติพัฒนาสติ สมาธิ และความเข้าใจ ช่วยให้จิตใจสงบและมองเห็นความท้าทายในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น การปฏิบัตินี้เน้นที่การเข้าใจความไม่เที่ยงและการปลูกฝังความสงบภายใน

คำสอนธรรมะประจำวัน
วัดยังจัดให้มีการบรรยายธรรมและคำสอนจากพระสงฆ์ประจำวัด ซึ่งผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา เช่น อริยสัจสี่และมรรคมีองค์แปด คำสอนเหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ทั้งสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมที่มีประสบการณ์ ทำให้เป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรสำหรับทุกคนที่ต้องการเรียนรู้

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
สำหรับผู้ที่ต้องการขยายการเข้าพัก วัดสมบูรณ์ธรรมกายารามมีที่พักที่เรียบง่ายแต่สะดวกสบาย ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมและเข้าร่วมกิจกรรมของวัด สิ่งอำนวยความสะดวกที่เรียบง่ายช่วยให้มีสมาธิกับการปฏิบัติธรรม ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายที่สอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนา

เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
นอกเหนือจากการปฏิบัติธรรมแล้ว การไปเยี่ยมชมวัดสมบูรณ์ธรรมกายารามยังเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย จังหวัดพิจิตรมีชื่อเสียงในด้านประวัติศาสตร์และประเพณีอันยาวนาน และวัดมีบทบาทสำคัญในชีวิตทางจิตวิญญาณของชุมชนในท้องถิ่น ผู้เยี่ยมชมได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมกิจกรรมทำบุญ เช่น การถวายอาหารแด่พระสงฆ์ การมีส่วนสนับสนุนในการบำรุงรักษาวัด หรือเพียงแค่ทำความดี

การเดินทางทางจิตวิญญาณกำลังรอคุณอยู่
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ช่ำชองหรือใครก็ตามที่ต้องการเริ่มต้นการเดินทางทางจิตวิญญาณ วัดสมบูรณ์ธรรมกายารามเป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบที่คุณสามารถฝึกฝนสติ ปัญญา และความสงบภายในได้ สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบและชุมชนที่อุทิศตนทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคนที่ต้องการเจาะลึกความเข้าใจในธรรมะและการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนา วางแผนการเยี่ยมชมวัดสมบูรณ์ธรรมกายารามและเริ่มต้นประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงชีวิตในใจกลางจังหวัดพิจิตร

8
วัดอุไรรัตนารามเหมาะใส่ชุดขาว สำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบมีโอกาสในการปฏิบัติธรรม

วัดอุไรรัตนารามเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่สำหรับชาวมุสลิมในจังหวัดนราธิวาสได้ทำพิธีกรรมทางศาสนา วัดนี้มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีการตกแต่งด้วยลวดลายที่สวยงาม วัดนี้ยังมีห้องโถงใหญ่ที่สามารถรองรับผู้คนได้เป็นจำนวนมากเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดอุไรรัตนาราม

วัดอุไรรัตนารามตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ การมีสติ และโอกาสในการปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้ง วัดอันเงียบสงบแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและมุ่งความสนใจไปที่ความสงบภายใน

เกี่ยวกับวัดอุไรรัตนาราม
จังหวัดนราธิวาสขึ้นชื่อเรื่องป่าไม้เขียวขจี ชายฝั่งทะเลที่สวยงามและมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย วัดอุไรรัตนารามสะท้อนจิตวิญญาณนี้ได้อย่างดีเยี่ยม วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ ได้รับการยกย่องในเรื่องความเงียบสงบและสถาปัตยกรรมที่สวยงาม บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน ประดับประดาด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน และร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย เหมาะสำหรับการนั่งสมาธิ

ปฏิบัติธรรม ณ วัดอุไรรัตนาราม
วัดแห่งนี้มีโปรแกรมและเซสชั่นต่างๆ มากมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ฝึกสติ สมาธิ และศึกษาหลักธรรม เซสชั่นต่างๆ ได้รับการออกแบบมาสำหรับผู้เยี่ยมชมทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมสวดมนต์ตอนเช้า เซสชั่นนั่งสมาธิแบบเงียบ และเซสชั่นเดินเจริญสติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมฝึกฝนสติและสติสัมปชัญญะในทุกช่วงเวลา

พระภิกษุผู้มีประสบการณ์จะเป็นผู้นำการปฏิบัติธรรม โดยให้คำแนะนำและสั่งสอนเพื่อให้เข้าถึงธรรมะและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แนวทางการปฏิบัติที่เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาของพระภิกษุช่วยให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนตลอดการเดินทาง ทำให้พวกเขาเข้าใจหลักธรรมของพุทธศาสนาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเข้าใจว่าหลักธรรมเหล่านั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความแจ่มใสทางจิตใจและความสมดุลทางอารมณ์ได้อย่างไร

ไฮไลท์สำคัญในการเยือนวัดอุไรรัตนาราม
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่งดงาม : วัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การทำสมาธิไปพร้อมกับดื่มด่ำกับธรรมชาติ การผสมผสานระหว่างความเขียวขจี ท้องฟ้าแจ่มใส และพื้นที่เงียบสงบช่วยเสริมประสบการณ์โดยรวมของความสงบและการไตร่ตรอง

ความงามทางสถาปัตยกรรม : วัดอุไรรัตนารามเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมที่ได้รับอิทธิพลจากภาคใต้ นักท่องเที่ยวจะสังเกตเห็นลวดลายอันวิจิตรงดงาม รูปปั้นสีทอง และศาลเจ้าอันเงียบสงบที่เพิ่มความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถานที่แห่งนี้

การเรียนรู้จากพระสงฆ์ผู้มีความรู้ : พระสงฆ์ของวัดมีความรู้และประสบการณ์ในการนำพาผู้มาเยี่ยมชมผ่านคำสอนทางธรรมะ พวกเขานำเสนอคำสอนที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาโบราณของพุทธศาสนาและเรียนรู้เทคนิคปฏิบัติเพื่อลดความเครียดและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี

โปรแกรมธรรมะสำหรับทุกระดับ : ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมหรือเคยปฏิบัติธรรมมาก่อน วัดมีโปรแกรมต่างๆ มากมายที่เหมาะกับทุกคน ตั้งแต่การปฏิบัติธรรมแบบวันเดียวไปจนถึงการปฏิบัติธรรมระยะยาว วัดมีโปรแกรมต่างๆ ให้เลือกหลากหลายเพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างยืดหยุ่นตามระดับความยากของแต่ละคน

การเตรียมตัวก่อนเข้าเยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชมวัดอุไรรัตนารามควรแต่งกายสุภาพ โดยสวมเสื้อผ้าที่คลุมไหล่และเข่า แนะนำให้เตรียมเสื่อหรือเบาะรองนั่งสมาธิและน้ำดื่มไปด้วย หากคุณวางแผนที่จะอยู่ปฏิบัติธรรมเป็นเวลานาน วัดอาจมีที่พักแบบเรียบง่ายหรือแนะนำที่พักในบริเวณใกล้เคียง

การไปเยี่ยมชมวัดอุไรรัตนารามในจังหวัดนราธิวาสเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งซึ่งช่วยให้เติบโตทั้งทางจิตวิญญาณและทางจิตใจ ไม่ว่าคุณจะต้องการปรับปรุงการฝึกสติ เชื่อมโยงกับธรรมชาติ หรือเรียนรู้หลักคำสอนของพุทธศาสนา วัดแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมอันอบอุ่นที่หล่อเลี้ยงความสงบและการทบทวนตนเอง

9
รถยนต์ไฟฟ้า 2025: โลตัส Lotus-Emeya S-ปี 2024
6,590,000 บาท

โลตัส Lotus-Emeya S-ปี 2024
Lotus Emeya S รถสปอร์ตซีดานไฟฟ้าล้วน 100%  Hyper-GT 4 Door with Dual-Motor ที่เร็วที่สุดในโลก เร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 4.2 วินาที ยกระดับมาตรฐานใหม่ในรถไฟฟ้าซีดานรุ่นแรกของแบรนด์ ที่สะท้อน DNA ของ LOTUS อย่างสมบูรณ์แบบ ออกแบบยานยนต์ไฟฟ้าตามหลัก Aerodynamic ที่ได้ออกแบบการกระจายกำลังรถให้เท่ากัน 50:50 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทรงตัวที่ดีขณะขับขี่และการเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ในรถไฟฟ้าซีดานรุ่นแรกของแบรนด์ พร้อมต่อยอดความเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ Lotus ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น LOTUS CARLTON รถซีดานแห่งยุค 90

***สอบถามสเปคละเอียดจากผู้แทนจำหน่ายอีกครั้ง***
รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์             Lotus
   รุ่น                  โลตัส Lotus-Emeya S-ปี 2024
   ประเภทรถ         รถเก๋ง 4 ประตู, รถเก๋งซูเปอร์คาร์, Electric - EV
   ปีที่เปิดตัว          2024
   ราคา               6,590,000 บาท

ดีไซน์
   ภายนอก
อุปกรณ์ชุดแต่ง (กระจังหน้าแบบ Active รูปทรงสามเหลี่ยมเป็นช่องดักอากาศ และ Splitter สร้างแรงกดด้านหน้าของรถ,Active Rear Diffuser)
สปอยเลอร์หลัง (Active Spoiler ด้านหลังขนาดใหญ่ถึง 296 มิลลิเมตร มาในรูปแบบ Dual Layer หรือเรียกว่า Double Wing)
ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบพิเศษ (ทำงานอัตโนมัติ)
ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (แบบแอ็กทีฟ)
ไฟหน้า (ปรับตามสภาพการขับขี่อัตโนมัติ)
ไฟหน้า LED (Matrix LED)
ล้ออัลลอย (Forged น้ำหนักเบา)

   ภายใน
ตกแต่งภายใน (แพ็กเกจชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์)
ปลั๊กไฟ 12 โวลท์
พวงมาลัยหุ้มหนัง
อุปกรณ์วัดความเร็วสะท้อนกระจก Head Up Display
เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้

สเปค
   มอเตอร์ไฟฟ้า                 มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร

   กำลังเครื่องยนต์ (แรงม้า)   แรงม้า
   ระบบเกียร์                     เกียร์อัตโนมัติ
   รูปแบบเกียร์
   ระบบเบรค ABS              มี (พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD)
   ชนิดแบตเตอรี่                 ไฟฟ้า
   ความจุแบตเตอรี่               112 kWh
   ระยะทางวิ่ง/การชาร์จ 1 ครั้ง  610 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 22 kW และรองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 355 kW พร้อมฝาปิดช่องชาร์จไฟระบบสัมผัส Touch Activated Electric Charging Port Cover อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ทำได้ 250 km/h

   น้ำหนักตัวรถ                 -
   ประเภทยางรถยนต์          -
   ขนาดล้อ (นิ้ว)             ล้ออัลลอย (Forged น้ำหนักเบา)
   ระบบขับเคลื่อน            ขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD)

ระบบความปลอดภัยระบบความปลอดภัย
อุปกรณ์ความปลอดภัย  อุปกรณ์ความปลอดภัย
ดิสก์เบรก 4 ล้อ
กุญแจรีโมท
เข็มขัดนิรภัย
พวงมาลัยยุบตัวได้
กล้อง
เซ็นเซอร์ตรวจจับการชน (รอบคัน 34 จุด)

10
บ้านโครงการใหม่ 2025: เดอะคัลเลอร์ส มินิมอล วงแหวน - ลำลูกกา (The Colors Minimal Wongwaen - Lamlukka)
เริ่มต้น 1.99 ลบ.

เดอะคัลเลอร์ส มินิมอล วงแหวน - ลำลูกกา (The Colors Minimal Wongwaen - Lamlukka)
พบกับทาวน์โฮม 2 ชั้นสไตล์มินิมอล กับคอนเซ็ปต์ EVERYDAY MINIMAL MOMENT FOR THE COLORFUL LIFEจุดเริ่มต้นของทุกมินิมอลโมเมนต์ เพื่อทุกคนในครอบครัว ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้โปร่งโล่ง ผสานบานหน้าต่างรอบทิศทางที่ดึงแสงธรรมชาติเข้าบ้าน เพิ่มเฉดสีโทนอุ่นละมุน พร้อมสวนสีเขียวรอบโครงการ

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ              เดอะคัลเลอร์ส มินิมอล วงแหวน - ลำลูกกา (The Colors Minimal Wongwaen - Lamlukka)
 เจ้าของโครงการ         อารียา พรอพเพอร์ตี้
 แบรนด์ย่อย               เดอะ คัลเลอร์ส
 ราคา                     เริ่มต้น 1.99 ลบ. (ณ. วันที่ 13 มิ.ย. 67)

 ประเภทบ้าน            ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล           บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ           44 ไร่ 1 งาน 93 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 แบบบ้านทั้งหมด      2 แบบ
  เนื้อที่บ้าน            ตั้งแต่ 20 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย          ตั้งแต่ 112 ถึง 118 ตร.ม.
 จำนวนชั้น            2 ชั้น
 หน้ากว้าง             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน      3 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ      ตั้งแแต่ 1 ถึง 2 คัน
 สาธารณูปโภค        สวนสาธารณะ, อื่นๆ (ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Double Security ตลอด 24 ชั่วโมง)

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน            ปทุมธานี, คลองหลวง, ธัญบุรี, ลำลูกกา
 ที่ตั้ง           ถนนเลียบคลอง 5 ฝั่งตะวันตก ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12150

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้ทางด่วน (ทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก, ทางด่วนฉลองรัช, ทางด่วนโทลเวย์)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนลำลูกกา, ถนนรังสิต-นครนายก, ถนนวิภาวดีรังสิต, ถนนพหลโยธิน)

สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ศูนย์การค้า/ไลฟ์สไตล์
เทสโก้ โลตัส 6 กม.
ดรีมเวิลด์ 6 กม.
บิ๊กซี 8 กม.
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 13 กม.
ฟิวเจอร์พาร์ค (ZPELL) 13 กม.
แฟชั่น ไอส์แลนด์ 22 กม.

สถานศึกษา
โรงเรียนบีคอนเฮาส์ แย้มสะอาด 2 กม.
โรงเรียนโชคชัย รังสิต 7 กม.
โรงเรียนสวนกุหลาบ รังสิต 9 กม.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 12 กม.
มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น 12 กม.

โรงพยาบาล
โรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา 9 กม.
โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม 9 กม.
โรงพยาบาลบางปะกอก รังสิต 9 กม.
โรงพยาบาลแพทย์รังสิต 13 กม.
โรงพยาบาลบี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ 14 กม.

 ปีที่สร้างเสร็จ
โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

11
โรคหลอดลมพอง (Bronchiectasis)

หลอดลมพอง (โบราณเรียกว่า มองคร่อ) หมายถึง ภาวะที่หลอดลมบางส่วนเกิดการขยายตัว (โป่งพอง) กว้างขึ้นกว่าปกติอย่างถาวร ซึ่งเป็นผลมาจากผนังหลอดลมถูกทำลาย ทำให้มีการติดเชื้อบ่อย เกิดอาการไอมีเสมหะเรื้อรัง

ภาวะนี้อาจเกิดกับหลอดลมเพียง 1-2 แห่ง หรือหลายแห่งก็ได้ มักเกิดกับหลอดลมขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็อาจเกิดกับหลอดลมขนาดเล็ก ซึ่งจะถูกทำลายกลายเป็นแผลเป็น ถ้าเกิดกับหลอดลมขนาดใหญ่มักสัมพันธ์กับโรคเชื้อราแอสเปอจิลลัสของทางเดินหายใจ (allergic bronchopulmonary aspergillosis)

โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่พบมากในช่วงอายุ 20-40 ปี

บางรายอาจพบร่วมกับโรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมปอดโป่งพอง หรือหืด

สาเหตุ

ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส (เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด) แบคทีเรีย (เช่น ไอกรน เชื้อสูโดโมเนส เคล็บซิลลา สแตฟีโลค็อกคัส ไมโคพลาสมา) เชื้อรา (เช่น แอสเปอจิลลัส) รวมทั้งการติดเชื้อของปอด เช่น ปอดอักเสบ วัณโรคปอด ฝีปอด (lung abscess) เป็นต้น

บางครั้งการติดเชื้อดังกล่าว อาจมีสาเหตุชักนำ เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น เอดส์ มะเร็ง) การอุดกั้นของหลอดลม (จากสิ่งแปลกปลอม เนื้องอกหรือมะเร็ง)

ส่วนน้อยเกิดจาการสูดแก๊สพิษหรือสารพิษ เช่น ควันบุหรี่ แอมโมเนีย คลอรีน ฝุ่นถ่านหิน หรือซิลิกา เข้าไปทำลายผนังหลอดลม

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากความผิดปกติของทางเดินหายใจโดยกำเนิด ซึ่งบางชนิดสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์

สาเหตุเหล่านี้ทำให้ผนังหลอดลมถูกทำลาย รวมทั้งขนอ่อน (cilia) ที่เยื่อบุหลอดลมหลุดลอก สูญเสียกลไกในการขับสิ่งคัดหลั่ง (เสมหะ) เกิดการสะสมของเสมหะ ซึ่งมีเชื้อโรค ฝุ่น และสารระคายเคืองเจือปนอยู่ ส่งผลให้หลอดลมขยายตัว (โป่งพอง) บางครั้งกลายเป็นกระเปาะหรือถุงเล็ก ๆ (เป็นที่กักเชื้อโรค ส่งผลให้ติดเชื้อง่าย) ดังนั้น ผู้ป่วยที่เป็นหลอดลมพองจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นวงจรของ "การติดเชื้อ → การทำลายผนังหลอดลม → การสะสมเสมหะ (และเชื้อโรค) → การติดเชื้อ ..." กระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มักจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจะค่อยเป็นค่อยไปจนถึงขั้นแสดงอาการเมื่อมีอายุมากขึ้น

อาการ

ที่สำคัญ คือ ไอเรื้อรังทุกวัน ออกเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียวจำนวนมาก และมีกลิ่นเหม็น บางครั้งอาจออกมากถึงวันละ 1 แก้ว อาการไอจะเป็นมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า และเวลาอยู่ในท่านอนตะแคง ลมหายใจมักมีกลิ่นเหม็น

ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย จะมีอาการไอออกเป็นเลือด (เนื่องจากผนังหลอดลมที่อักเสบมีการเพิ่มจำนวนหลอดเลือด ซึ่งมักจะเปราะและแตกง่าย) ลักษณะเป็นเลือดปนกับเสมหะ หรืออาจเป็นเลือดสดล้วน ๆ ก็ได้ มักออกเล็กน้อยและหยุดได้เอง ส่วนน้อยอาจมีเลือดออกจำนวนมาก บางรายอาจไม่มีอาการไอเรื้อรังมาก่อนอยู่ดี ๆ หรือหลังเป็นไข้หวัด ก็ไอออกเป็นเลือด

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมักไม่มีไข้ เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย หรือหอบเหนื่อยง่ายร่วมด้วย ยกเว้นเมื่อมีการติดเชื้อแทรกซ้อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา โรคจะค่อย ๆ ลุกลามจนเป็นรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาใช้แรงมากและน้ำหนักลด

ภาวะแทรกซ้อน

ที่พบบ่อยคือ ปอดอักเสบ ซึ่งกำเริบได้บ่อย

อาจไอออกเป็นเลือดจำนวนมาก

อาจทำให้เกิดภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ได้แก่ ภาวะการหายใจล้มเหลว และภาวะหัวใจวาย ดังที่เรียกว่า โรคหัวใจเหตุจากปอด (cor pulmonale)

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

การตรวจร่างกายระยะแรกอาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน

ในรายที่ไอมีเสมหะมาก ถ้านำเสมหะของผู้ป่วยใส่แก้วตั้งทิ้งไว้จะพบว่าแยกออกเป็น 3 ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นหนองข้น ชั้นกลางเป็นของเหลวใส และชั้นบนสุดเป็นฟอง

การใช้เครื่องฟังตรวจปอด มักได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) เสียงอึ๊ด (rhonchi) และ/หรือเสียงวี้ด (wheezing) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรวจบริเวณปอดส่วนล่าง

ในรายที่เป็นมาก อาจพบอาการนิ้วปุ้ม (clubbing of fingers)

บางรายอาจพบมีอาการของไซนัสอักเสบร่วมด้วย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ ตรวจเลือด บางครั้งอาจต้องใช้กล้องส่องตรวจหลอดลม (bronchoscopy) เพื่อค้นหาสาเหตุ (เช่น สิ่งแปลกปลอม เนื้องอก) ทำการทดสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค รวมทั้งการตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ที่สงสัย เช่น เอดส์ วัณโรค เชื้อรา

 การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. ในรายที่ไอมีเสมหะเหลืองหรือเขียวโดยสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี (ไม่มีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก และน้ำหนักลด) ให้การดูแลรักษาดังนี้

    ให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น อะม็อกซีซิลลิน โคอะม็อกซิคลาฟ อีริโทรไมซิน ร็อกซิโทรไมซิน โคไตรม็อกซาโซล เป็นต้น) นาน 7-10 วัน
    ให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ถ้ามีเสียงวี้ดให้ยากระตุ้นบีตา 2 สูดหรือกิน เป็นต้น
    แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ (วันละ 8-12 แก้ว) ควรงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ ฝุ่น ควันมลพิษในอากาศ
    ในรายที่มีเสมหะออกมาก หมั่นระบายออกในท่านอนระบายเสมหะ (postural drainage)โดยการนอนคว่ำพาดกับขอบเตียงและวางศีรษะบนพื้น โดยใช้มือหรือหมอนรอง ทำวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที

2. ถ้าไม่ดีขึ้น หรือไอออกเป็นเลือด หายใจหอบ เท้าบวม หรือกำเริบบ่อย แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุ ให้การรักษาตามอาการ (เช่น ให้น้ำเกลือ ให้เลือดออกซิเจน ยาขยายหลอดลม) และแก้ไขโรคที่เป็นสาเหตุ และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ในรายที่ดื้อต่อยา หรือมีเลือดออกมาก อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ผลการรักษา ในรายที่เป็นระยะแรกไม่รุนแรง การได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่น ๆ มักจะได้ผลดี อย่างไรก็ตาม ผลการรักษายังขึ้นกับความรุนแรงของโรค สาเหตุ และภาวะแทรกซ้อน

การดูแลตนเอง

หากมีอาการไอเรื้อรังหรือไอเป็นเลือด ควรปรึกษาแพทย์

หากตรวจพบว่า เป็นหลอดลมพอง ควรดูแลตนเอง ดังนี้

1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ที่สำคัญคือ เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงมลพิษในอากาศ ดื่มน้ำมาก ๆ (วันละ 8-12 แก้ว) เพื่อช่วยขับเสมหะ

2. ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำ โดยเรียนรู้วิธีใช้ยาที่ถูกต้อง และติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง

3. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการไข้สูง หรือมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย
    เจ็บหน้าอกมาก หายใจหอบ หรือหายใจลำบาก
    ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอเป็นเลือด
    เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
    นอนราบไม่ได้ (เพราะรู้สึกหายใจลำบาก) หรือเท้าบวม
    ใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำ  2-3 วันแล้วไม่ดีขึ้น   
    หลังกินยา มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ
    มีความวิตกกังวล

การป้องกัน

1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐานตั้งแต่วัยเด็ก

2. เมื่อเป็นโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ ควรรับการรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่น ๆ

3. ป้องกันการสำลักสิ่งแปลกปลอม

4. ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการสูดฝุ่นหรือสารพิษเข้าปอด

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างจริงจัง และเมื่อมีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ

2. ผู้ป่วยควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค

12
ตรวจโรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache) 

ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ เป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียวที่มีอาการปวดฉับพลันและรุนแรง เป็น ๆ หาย ๆ เป็นช่วง ๆ ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน แต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรืออันตรายใด ๆ เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างน้อย (ในสหรัฐอเมริกาพบโรคนี้ประมาณ 1-4 คนในประชากร 1,000 คน) พบบ่อยในช่วงอายุ 20-50 ปี แต่ก็อาจเป็นตั้งแต่วัยรุ่นหรือตอนอายุ 50 ปีกว่าก็ได้

พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในปัจจุบันพบว่าผู้หญิงได้เป็นโรคนี้มากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงมีการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากขึ้น ประกอบกับการวินิจฉัยมีความแม่นยำขึ้น จากเดิมที่ผู้หญิงปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นไมเกรน

ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

    ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ชนิดครั้งคราว (epidemic cluster headache) ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่ มีอาการปวดนาน 1 สัปดาห์ถึง 1 ปี (ส่วนใหญ่ 2-12 สัปดาห์) และมีการเว้นช่วงที่ปลอดจากอาการนานอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไปก่อนจะเป็นรอบใหม่
    ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ชนิดเรื้อรัง (chronic cluster headache) ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย (ราวร้อยละ 20) มีอาการปวดติดต่อกันนานมากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป โดยไม่มีการเว้นช่วงที่ปลอดจากอาการ หรือเว้นช่วงนานน้อยกว่า 3 เดือนก่อนจะเป็นรอบใหม่   

ทั้งสองชนิดนี้สามารถแปรเปลี่ยนไปมากันได้ ชนิดครั้งคราวอาจกลายมาเป็นชนิดเรื้อรัง หรือชนิดเรื้อรังกลายมาเป็นชนิดครั้งคราว


สาเหตุ

อาการของโรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด (หลอดเลือดขยายตัว) และเซลล์ประสาทของประสาทสมองเส้นที่ 5 และระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะบนใบหน้า

ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบ เชื่อว่าลักษณะการเกิดอาการเป็นรอบเวลา และมักเป็นตอนกลางคืน อาจเกี่ยวกับการทำงานผิดปกติของสมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวิต (biological clock) ภายในร่างกาย วงจรการนอนหลับ และอื่น ๆ (เช่น อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ การหลั่งสารฮอร์โมน การทำงานของระบบประสาท เป็นต้น)

พบว่า บางรายมีประวัติว่ามีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย ซึ่งเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์   

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าปกติ (ผู้ที่แพทย์วินิจฉัยเป็นโรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ มีประวัติสูบบุหรี่ถึงร้อยละ 85)

อาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์มักจะกำเริบจากการมีสาเหตุกระตุ้นที่สำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (แม้ปริมาณเพียงเล็กน้อย) การได้กลิ่นฉุน ๆ (เช่น กลิ่นสี กลิ่นทินเนอร์ กลิ่นน้ำมันเบนซิน กลิ่นน้ำหอม) การเจอความร้อน (เช่น อากาศร้อน การอยู่ในห้องที่ร้อนอบอ้าว การอาบน้ำร้อน) การออกกำลังกายมากเกิน หรือการทำงานจนร่างกายเหนื่อยล้า การใช้ยาไนโตรกลีเซอรีน (สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ)

อาการ

มีอาการปวดศีรษะข้างหนึ่ง เกิดขึ้นฉับพลันและรุนแรง เริ่มด้วยอาการปวดแสบปวดร้อนที่ข้างจมูกหรือหลังเบ้าตา และจะปวดแรงขึ้นภายในไม่กี่นาที จนรู้สึกปวดรุนแรงจนสุดจะทนได้ตรงบริเวณรอบกระบอกตา หลังเบ้าตา และขมับ อาจปวดร้าวไปที่ใบหน้า หน้าผาก ท้ายทอย ลำคอ ไหล่ จมูก เหงือกหรือฟันข้างเดียวกัน 

ผู้ป่วยจะมีอาการรู้สึกคล้ายถูกแท่งน้ำแข็งเสียบผ่านเข้าไปในลูกตา หรือเทน้ำกรดผ่านรูหูเข้าไปในศีรษะ หรือคล้ายลูกตาถูกดันให้หลุดออกจากเบ้า

มักจะปวดตอนกลางคืนหลังเข้านอน 1-2 ชั่วโมง จนสะดุ้งตื่น นอนไม่หลับ ผู้ป่วยจะลุกขึ้นเดินพล่าน ในรายที่ปวดรุนแรงมาก อาจจะร้องครวญคราง นั่งโยกตัวไปมา คลานบนพื้น กุมศีรษะหรือใช้มือกดตรงบริเวณที่ปวด  หรือศีรษะโขกกำแพงหรือของแข็ง

บางรายอาจปวดตอนกลางวัน ซึ่งมักมีความรุนแรงน้อยกว่าตอนกลางคืน

อาการปวดมักจะเป็นทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นวันละหลายครั้ง (บางรายอาจปวดวันละครั้งหรือสองวันครั้ง หรืออาจปวดถี่มากสุดถึงวันละ 8 ครั้ง) มักมีอาการปวดตรงเวลาทุกวัน แต่ละครั้งปวดนานประมาณ 15 นาทีถึง 3 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่ปวดอยู่นาน 30-90 นาที) แล้วจะหายปวดอย่างปลิดทิ้ง (แต่อาจรู้สึกอ่อนเพลียตามมา) เว้นช่วงเป็นชั่วโมง ๆ หรือเกือบวันจึงจะเริ่มปวดครั้งใหม่

อาการแต่ละรอบจะเป็นทุกวัน (หรือวันเว้นวัน) ส่วนใหญ่จะเป็นอยู่นานต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นเดือน ๆ แล้วหายเป็นปกติไปเอง มักมีช่วงที่ไม่มีอาการอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป อาจนานเป็นแรมเดือนแรมปีจึงจะกำเริบรอบใหม่ ส่วนใหญ่จะเป็น 1-2 รอบต่อปี เป็นวงรอบแบบนี้เรื่อยไป ซึ่งมักมีอาการกำเริบตรงฤดูกาลหรือตรงเดือน (เช่น เดือนตุลาคม) ของทุกปี ในแต่ละรอบที่กำเริบผู้ป่วยจะปวดอยู่ข้างเดิมทุกครั้ง ส่วนในรอบใหม่อาจเปลี่ยนไปปวดอีกข้างก็ได้ แต่ก็พบได้เป็นส่วนน้อย

ขณะที่มีอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยมักจะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมด้วย ได้แก่   

    ตาข้างเดียวกับที่ปวดมีอาการตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม หนังตาตก หรือรูม่านตาหดเล็ก 
    รูจมูกข้างที่ปวดมีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
    ใบหน้าข้างที่ปวดออกซีดหรือแดงกว่าปกติ
    ใบหน้าและหน้าผากข้างที่ปวดมีเหงื่อออก

ส่วนน้อยอาจมีอาการคลื่นไส้ ไวต่อแสง (กลัวแสง)คล้ายไมเกรนร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อน
โรคนี้ถึงแม้จะปวดรุนแรงและเรื้อรัง แต่ก็ไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต หรือทำให้สมองพิการแต่อย่างใด นอกจากทำให้มีผลต่อจิตใจ (เช่น กังวล ซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตาย) และคุณภาพชีวิต (เช่น เป็นอุปสรรคต่อการทำกิจวัตรประจำวัน การออกสังคม)

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

การตรวจร่างกาย อาจตรวจพบตาข้างที่ปวดมีอาการตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม หนังตาตก หรือรูม่านตาหดเล็ก ใบหน้าหรือหน้าผากข้างที่ปวดมีเหงื่อออก รูจมูกข้างที่ปวดมีน้ำมูกไหล

อาจตรวจพบชีพจรเต้นช้า หน้าซีดหรือหน้าแดง เจ็บหนังศีรษะ

อาจพบว่าผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย เคลื่อนไหวไปมา ร้องครวญคราง ก้มศีรษะต่ำและใช้มือกดบริเวณที่ปวด

ในรายที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง สงสัยว่าอาจเกิดจากโรคทางสมอง เช่น เนื้องอกสมอง หลอดเลือดสมองโป่งพอง (aneurysm) เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ เป็นต้น ก็จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจเลือด เจาะหลัง (ตรวจน้ำไขสันหลัง) เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ขณะที่มีอาการปวดกำเริบเฉียบพลัน ให้การรักษาเพื่อบรรเทาปวดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ให้ออกซิเจนบริสุทธิ์ (100%) โดยการใช้หน้ากากครอบจมูกและปาก ด้วยอัตรา 6-8 ลิตร/นาที ทันทีที่เริ่มปวด จะช่วยให้ทุเลาได้ภายใน 15 นาที เป็นวิธีที่ได้ผลดีและปลอดภัย
    ฉีดซูมาทริปแทน (sumatriptan) 6 มก. เข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดไดไฮโดรเออร์โกตามีน (dihydroergotamine) 1-2 มก. เข้ากล้ามหรือหลอดเลือดดำ ยา 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัว ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่ควรใช้ยา 2 ชนิดนี้ร่วมกัน 
    ใช้ซอลมิทริปแทนชนิดพ่นเข้าจมูก (zolmitriptan nasal spray)
    บางรายแพทย์อาจจะใช้ยาชาชนิดพ่นเข้าจมูก (lidocaine nasal spray)

ในการรักษาโรคนี้ แพทย์จะใช้ยาฉีดหรือยาพ่นจมูก ไม่ใช้ยาแก้ปวดชนิดกิน เนื่องจากโรคนี้มีอาการปวดรุนแรงและเฉียบพลัน การกินยาแก้ปวดใช้ไม่ได้ผลเพราะออกฤทธิ์ช้า

2. ในรายที่มีอาการปวดทุกวัน แพทย์จะให้ยากินป้องกันไม่ให้ปวดซ้ำซาก ยาที่นิยมใช้เป็นตัวแรก ได้แก่ เวราพามิล (verapamil ซึ่งเป็นกลุ่มยาต้านแคลเซียม ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง) ข้อดีคือ ยานี้สามารถใช้ร่วมกับยาตัวอื่น และเหมาะกับการใช้กินป้องกันระยะยาวในผู้ที่มีอาการเรื้อรังนาน ๆ อาจมีผลข้างเคียง เช่น ท้องผูก เท้าบวม ความดันโลหิตต่ำ

สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งเป็น มีอาการปวดไม่บ่อยและมีช่วงปลอดจากอาการนาน แพทย์จะให้กินยาสเตียรอยด์ (เช่น ยาเม็ดเพร็ดนิโซโลน) ยานี้เหมาะสำหรับใช้ในช่วงสั้น ๆ เพราะหากใช้ติดต่อกันนาน ๆ อาจเกิดผลข้างเคียงมากมาย และอาจเป็นอันตรายได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้อกระจก ภูมิคุ้มกันต่ำ (ติดเชื้อง่ายและรุนแรง) บวม โรคคุชชิง เป็นต้น

ถ้าใช้ยาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผล แพทย์อาจให้กินลิเทียมคาร์บอเนต (lithium carbonate) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคอารมณ์สองขั้ว เหมาะสำหรับการกินป้องกันระยะยาวในผู้ที่มีอาการเรื้อรังนาน ๆ อาจมีผลข้างเคียง เช่น กระหายน้ำ ท้องเดิน มือสั่น ไตเสื่อม เป็นต้น

บางรายแพทย์อาจให้ยารักษาโรคลมชัก เช่น โทพิราเมต (topiramate), ไดวาลโพรเอต (divalproate) เป็นต้น

บางรายแพทย์อาจใช้เวราพามิลร่วมกับลิเทียม ซึ่งช่วยให้ได้ผลมากขึ้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจใช้วิธีที่ไม่ใช้ยา เช่น การใช้อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นประสาทเวกัสผ่านทางผิวหนังที่บริเวณข้างคอ (vagus nerve stimulation/VNS), การฉีดยาชาระงับความรู้สึกที่ท้ายทอย (occipital nerve block ซึ่งมักใช้ร่วมกับการให้กินยาเวราพามิล)

3. ผู้ป่วยจำนวนน้อยที่แพทย์อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด มักเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังที่ใช้ยาหรือรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล หรือไม่สามารถใช้ยาได้ เนื่องจากมีผลข้างเคียงหรือข้อห้ามในการใช้ยา

การผ่าตัดมีอยู่หลายวิธี เช่น การใช้ความร้อนจากคลื่นวิทยุหรือรังสีแกมมาทำลายเส้นประสาทสมองเส้นที่ 5 (percutaneous radiofrequency ablation หรือ gamma knife radiosurgery), การผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้า (electrodes) กระตุ้นเส้นประสาทบริเวณท้ายทอย (occipital nerve stimulation) หรือปมประสาทสะฟีโนพาลาไทน์ (sphenopalatine ganglion stimulation), การผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้า (electrode) ไว้ในสมองส่วนไฮโพทาลามัส (deep brain stimulation) เป็นต้น

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการปวดรุนแรงตรงบริเวณรอบและหลังเบ้าตา และใบหน้าซีกหนึ่ง หรือมีอาการปวดใบหน้าซีกหนึ่งร่วมกับมีอาการตาแดง น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล หนังตาบวม หรือหนังตาตก โดยเป็นข้างเดียวกับใบหน้าที่ปวด หรือปวดตาและใบหน้าซีกเดียว ครั้งละประมาณ 15 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ทุกวัน ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ ควรปฏิบัติ ดังนี้

    ใช้ยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
    หลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรหยุดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด 
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    หลังใช้ยาแล้วอาการไม่ทุเลา หรือกำเริบใหม่
    มีไข้ อาเจียน คอแข็ง (ก้มคอไม่ลง) แขนขาชาหรืออ่อนแรง พูดลำบาก ซึม ชัก
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)
    ยาหาย หรือขาดยา
    มีความวิตกกังวล

การป้องกัน

โรคนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถป้องกันไม่ให้กำเริบบ่อยได้ ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้นที่สำคัญ ได้แก่

    การสูบบุหรี่ 
    การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
    การได้กลิ่นฉุน ๆ เช่น กลิ่นสี กลิ่นทินเนอร์ กลิ่นน้ำมันเบนซิน กลิ่นน้ำหอม
    การเจอความร้อน เช่น อากาศร้อน การอยู่ในห้องที่ร้อนอบอ้าว การอาบน้ำร้อน
    การกำลังกายมากเกิน หรือการทำงานจนเหนื่อยล้า

2. การใช้ยาป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ เช่น เวราพามิล (verapamil), เพร็ดนิโซโลน, ลิเทียมคาร์บอเนต เป็นต้น

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มีอาการปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายไมเกรน ต่างกันที่โรคนี้พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ปวดรุนแรงกว่าแต่ระยะเวลาสั้นกว่าไมเกรน (ปวดนาน 15 นาทีถึง 3 ชั่วโมง) และปวดแบบเว้นระยะเป็นช่วง ๆ แต่เป็นทุกวัน หรือวันเว้นวัน นานเป็นสัปดาห์ถึงเป็นแรมปี (ไมเกรนพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะปวดติดต่อกันนานครั้งละ 4-72 ชั่วโมง แล้วเว้นไปนานกว่าจะกำเริบใหม่) โรคนี้มักจะไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กลัวแสง และกลัวเสียง (ซึ่งตรงข้ามกับไมเกรน) แต่จะมีอาการตาแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม หนังตาตก รูม่านตาหดเล็ก หรือน้ำมูกไหลร่วมด้วย  (ซึ่งไม่พบในไมเกรน) โรคนี้เวลาปวด ผู้ป่วยจะอยู่ไม่นิ่ง จะเดินไปมา หรือโยกตัว (ผู้ป่วยไมเกรนจะหยุดเคลื่อนไหว นั่งหรือนอนพักในห้องมืด ๆ เงียบ ๆ)

2. ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอาการปวดต่อเนื่อง ไม่เว้นระยะ หรือปวดนานเป็นวัน ๆ ควรคิดว่าอาจเป็นโรคร้ายแรงทางสมอง (เช่น เนื้องอกสมอง หรือเลือดออกในสมอง สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น) ดังนั้น ถ้ามีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับมีประวัติศีรษะได้รับบาดเจ็บ หรือมีอาการไข้ อาเจียน คอแข็ง (ก้มคอไม่ลง) แขนขาชาหรืออ่อนแรง พูดลำบาก ซึม หรือชัก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

3. โรคนี้แม้จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง และเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง (บางคนอาจเป็นไปจนตลอดชีวิต บางคนเมื่ออายุมากขึ้นก็จะปวดห่างขึ้น และมีช่วงปลอดอาการนานขึ้น) แต่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การรักษาเพียงให้ยาบรรเทาอาการปวด (ขณะมีอาการปวดรุนแรงเฉียบพลัน มักจะต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาฉีดบรรเทาอาการ ยาแก้ปวดชนิดกินจะใช้ไม่ได้ผล) และให้ยากินป้องกันไม่ให้กำเริบบ่อย ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองไม่ให้กำเริบบ่อยด้วยการหลีกเลี่ยงสาเหตุกระตุ้น

13
จัดฟันบางนา: การจัดฟันแบบใส นิยมในหมู่ดารา นักแสดง ทั่วโลก !

การจัดฟันแบบใส ถือเป็นการทำทันตกรรมที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ด้วยเป็นการจัดฟันที่ได้ผล มีประสิทธิภาพสูง และมีการใช้งานที่สะดวกสบาย เพราะสามารถถอดออกได้ ในเวลาที่รับประทานอาหาร ซึ่งจะทำให้มีความหลากหลายในการรับประทานอาหาร โดยไม่ต้องกังวลว่า เครื่องมือจะหลุด หรือจะกเดิปัญหาใด นี่ถือเป็นข้อดีของการจัดฟันแบบนี้

นอกจากนี้ การจัดฟันแบบใส invisalign ถูกออกแบบมาให้ไม่เห็นเครื่องมือการจัดฟัน ซึ่งถือว่า ทำให้ผู้เข้ารับการรักษานั้น มีความสะดวกสบาย และไม่เสียบุคคลิกภาพ เหมือนการจัดฟันแบบใส่เหล็กจัดฟัน ที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นพูดไม่ชัด และอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองภายในช่องปาก เนื่องจากเครื่องมือที่อาจจะบาดช่องปากได้ ซึ่งการจัดฟันแบบใส invisalign นิยมมากในหมู่ดารา นักแสดง หรืออาชีพที่ต้องใช้หน้าตาและบุคลิกภาพที่ดี เช่น ผู้ประกาศข่าว หรือพิธีกร ซึ่งมีข้อดีคือ มองเห็นเครื่องมือได้ยาก และสะดวกสบาย

ทั้งนี้ทางคลีนิกเรามีบริการการจัดฟันแบบใส invisalign โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และได้การรองรับจากอเมริกา ที่จะออกแบบรูปแบบของการจัดฟันมาเฉพาะบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงเครื่องไม้เคื่องมือที่ทันสมัย สะอาด และมีเจ้าหน้าที่ที่คอยให้คำปรึกษา คำแนะนำ ก่อนเข้ารับการรักษา รวมไปถึงการบริการอย่างครบวงจร ซึ่งจะทำให้ผู้เข้ารับการรักษารู้สึกประทับใจ หลังจากที่ได้รับการรักษาจากคลีนิคของเรา

14
จัดฟันบางนา: ค่าใช้จ่าย ! ในการจัดฟันแบบ “fastbraces”

การจัดฟันแบบ จัดฟัน fastbraces ถือเป็นการจัดฟันแบบเร่งด่วน ใช้ระยะเวลาในการจัดฟันเพียงแค่ 3 เดือน – 1 ปี เท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพช่องปากและฟันของผู้เข้ารับการรักษา โดยการจัดฟันแบบเร่งด่วนนี้ ได้รับความนิยมกันอย่างมาก เพราะมีข้อดีที่ประหยัดเวลา และได้ผลเร็ว รวมไปถึงทำให้มีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติในระยะเวลาที่สั้น และมีความเจ็บน้อยกว่าการจัดฟันแบบทั่วไป เพราะการจัดฟันแบบ fastbraces ไม่จำเป็นต้องถอนฟัน

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการจัดฟันแบบ fastbraces ถือว่ามีราคาที่ไม่แพงมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 60,000 – 90,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการรักษา ซึ่งการจัดฟันแบบเร่งด่วนนี้ใช้นวัตกรรมเครื่องมือการจัดฟัน ที่สามารถกระตุ้นการปลูกกระดูกด้วย ใช้แรงที่เบามาก จนผู้ที่เข้ารับการจัดฟันไม่รู้สึก ซึ่งเครื่องมือเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันไม่รู้สึกเจ็บปวก

ทางคลีนิค เรามีบริการการจัดฟันแบบ fastbraces โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดฟัน ผ่านการอบรมมาเฉพาะด้าน มีประสบการณ์เกี่ยวกันการจัดฟันแบบ fastbraces มาอย่างยาวนาน หากสนใจสามารถเข้ารับคำแนะนำจากทันตแพทย์ได้ และสามารถสอบถามเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ด้วย เพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษา ไม่ต้องกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายในการจัดฟันแบบ fastbraces รับรองได้ว่าคุณจะต้องประทับใจเป็นอย่างมาก

15
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ



หน้า: [1] 2 3 ... 60